July 2017

อุตรดิตถ์ | สถานที่เที่ยวแห่งใหม่ๆที่น่าสนใจและต้องไปให้ได้

จังหวัดอุตรดิตถ์

อุตรดิตถ์ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกมากมายในจังหวัดอุตรดิตถ์ เนื่องจากจังหวัดอุตรดิตถ์อยู่ติดกับประเทศลาว ทำให้มีเขตชายแดนที่เป็นทางผ่านระหว่างประเทศนั้นคือ ด่านผ่านแดนภูดู่ เป็นด่านการค้าชายแดนถาวร ด่านภูดู่ถือเป็นด่านผ่านแดนถาวรไทย-ลาวแห่งที่ 3 ของประเทศไทยที่เชื่อมแขวงไชยบุรี ประเทศลาว เป็นแขวงเดียวในประเทศลาวที่มีด่านติดต่อกับไทยมากที่สุด ในสมัยก่อนเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างกรุงสุโขทัยกับอาณาจักรล้านช้าง อุตรดิตถ์ แหล่งท่องเที่ยวเต็มเยอะไม่อั้น ปัจจุบันด่านภูดู่เป็นการเชื่อต่อการเดินทางไปนครเวียงจันทร์ และเมืองหลวงพระบาง โดยในทุกๆวันศุกร์-เสาร์จะมีตลาดนัดแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชาวไทยและชาวลาว ยังมีแหล่งประวัติศาสตร์เวียงเจ้าเงาะ ที่ตั้งอยู่ที่ลับแล ที่ตั้งอยู่ห่างจากวัดพระแท่นศิลาอาสน์ไม่ไกลมากนัก เชื่อกันว่าเป็นเมืองลูกหลวง เช่นเดียวกับเมืองศรีสัชนาลัยของสุโขทัย  ลักษณะของเมืองเป็นรูปไข่ มีคูเมือง 3 ชั้น กำแพงเจาะลงไปถึงคูเมืองชั้นที่ 3 ในบริเวณมีการพบโบราณสถานที่ค้นพบได้แก่ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือ บ่อน้ำทิพย์ 18 บ่อ วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง และคูเมืองเก่า 3 ชั้น และยังมีการพบโบราณวัตถุต่างๆเช่น กำไรหิน โครงกระดูก แหวนสำริด พร้าสำริด เป็นต้น นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่นี่ได้ มีวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ เรียกสั้นๆว่า วัดพระฝาง ตั้งอยู่ที่ ตำบลผาจุก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย วัดพระฝางมีความสำคัญมากในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นแหล่งชุมนุมพระฝาง ซึ่งมีเจ้าพระฝาง เป็นหัวหน้าขยายอิทธิพลไปทั่วภาคเหนือ ก่อนที่จะถูกพระเจ้าตากสินมหาราชเข้าตีชิงเมืองและได้รวมแผ่นดินเป็นไทยได้จนทุกวันนี้ ปูชนียสถานที่สำคัญในวัด ได้แก่ เจดีย์พระธาตุวัดพระฝาง ซึ่งบรรจุสารีริกธาตุ สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย บานประตูวัดพระฝาง เดิมอยู่ที่วัดพระฝาง แต่วิหารมีสภาพทรุดโทรม จึงได้มีการย้ายบ้านประตูวัดพระฝางไปไว้ที่วัดธรรมาธิปไตย บานประตูนี้แกะสลักในสมัยอยุธยา กล่าวกันว่างดงามเป็นที่สองรองจากประตูวิหารวัดสุทัศน์ในกรุงเทพ และยังมีการอัญเชิญพระฝางไปเก็บรักษาที่วัดเบญจมบพิตร จนเวลาร่วงเลยผ่านร้อยปีแล้ว องค์พระฝางก็ยังอยู่ที่วัดเบญจมบพิตร ไม่ได้กลับมายังอุตรดิตถ์แต่อย่างใด นักท่องเที่ยวที่ชอบประวัติศาสตร์ควรเข้าไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ จังหวัดอุตรดิตย์เป็นจังหวัดที่เจริญมากเท่าไหร่แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ของแหล่งธรรมชาติ ต้นไม้นานาพันธุ์ มีกลิ่นไอประวัติศาสตร์ของชาติไทยแห่งหนึ่งที่สำคัญ อดีตเป็นหัวเมืองสำคัญของประเทศไทยตราบมาทุกวันนี้ที่ยังคงน่าท่องเที่ยวแห่งหนึ่งเช่นกัน

ไร่องุ่นคานาอัน | สถานที่เที่ยวต้องไปถ้าอยากถึงจังหวัดอุตรดิตถ์

ไร่องุ่นคานาอัน

ไร่องุ่นคานาอัน ตั้งอยู่ที่ ต.น้ำพี้ อ.ทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ 18 กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่เชิงเกษตรที่นิยมมากในขณะนี้ มีค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 20 บาทและเด็ก 10 บาทสำหรับเข้าไปให้อาหารแกะในไร่องุ่นที่คานาอัน โดยสถานที่แห่งนี้เปิดเวลา 9.00 – 18.00 น. ไร่องุ่นคานาอันมีชื่อเสียงด้านความสวยงามอาคารมีสถาปัตยกรรมแบบอาคารทัศคานี่ของประเทศอิตาลี เน้นความมนของตัวอาคาร ใช้สีสันสดใส ทำให้ดูสวยงามและโดดเด่นเมื่อผู้คนผ่านไปมาให้แวะเที่ยวชม ภายในอาคารจะมีมุมน่ารักที่สามารถแวะให้ถ่ายรูปกันสำหรับนักท่องเที่ยวได้ มีบันไดวนขึ้นไปดาดฟ้าเพื่อที่จะขึ้นไปชมบรรยากาศและทัศนียภาพโดยรอบพื้นที่ได้ ยังมีไร่องุ่นที่สวยงามมีเนื้อที่กว้างใหญ่ และมีผลองุ่นให้ชมทุกเดือน ไร่องุ่นคานาอัน แหล่งรวมองุ่นนานาพันธ์ุ ไร่องุ่นคานาอันมีการปลูกองุ่นมากมายหลายพันธุ์ เช่น องุ่นพันธุ์แบล็กโอปอล จะมีลักษณะเป็นองุ่นเป็นเม็ดสีดำลูกมีขนาดใหญ่ องุ่นพันธุ์ลูสเพอร์เลส เป็นองุ่นผลสีเขียวที่มีรสหวานมาก นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวชมสามารถเข้าไปทดลองตัดองุ่นมาเพื่อรับประทานได้ ด้วยตอนเอง นับเป็นกิจกรรมยอดนิยมของคนที่ได้ไปเลยทีเดียว มีมุมร้านค้าอาหาร ที่มีการขายอาหารอิตาลี ยังมีสินค้าแปรรูปที่ได้จากไร่องุ่นคานาอัน เช่น น้ำองุ่น  ไอศกรีมรสองุ่น มีมุมร้านกาแฟที่ให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มกาแฟและชมบรรยากาศที่มีอากาศสดชื่น ยังมีของหวานสำหรับคนที่ชอบกินเค้กขายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่ระลึกจากไร่องุ่นคานาอันให้ซื้อเป็นของฝากกัน  อีกทั้งยังมีองุ่นพันธุ์ต่างๆที่สามรถซื้อไปเพาะปลูกกันได้อีกด้วย ถัดจากไร่องุ่นจะมีฟาร์มแกะคานาอัน ที่เพิ่งเปิดเมื่อไม่นานมานี้ เป็นที่เลี้ยงแกะ ม้า สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ไปดูวิธีการเลี้ยงแกะ แวะเที่ยวชมฝูงสัตว์ต่างๆ มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปและป้อนอาหารแกะ โดยมีอาหารให้สำหรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดอุตรดิตถ์ที่คุ้มค่าแต่การมามากเพราะในเขตอำเภอพื้นที่ข้างๆยังมีแหล่งท่องเที่ยวติดๆกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นบ่อเหล็กน้ำพี้ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวตีเหล็กน้ำพี้ได้ ห่างออกไปไม่มากยังมีถ้ำหินงอกหินย้อยให้เที่ยวชม เป็นการท่องเที่ยวที่ครบวงจรเลยทีเดียว ที่สามารถไปเที่ยวได้สำหรับคนที่ไม่มีเวลาว่างมากนัก แต่อยากไปได้หลายๆที่จึงแนะนำอย่างมากสำหรับที่นี้ ยังมีบริการที่พักในตัวเมืองซึ่งห่างออกไปไม่ไกลมากสำหรับคนที่ต้องการนอกค้างคืนและเที่ยวให้จุใจสำหรับวันหยุดนี้

เหล็กน้ำพี้ พิพิธภัณฑ์เหล็กน้ำพี้ | ของดีจากจังหวัดอุตรดิตถ์

เหล็กน้ำพี้

เหล็กน้ำพี้ เป็นเหล็กที่มีชื่อเสียงขจรกรไกล เป็นที่ต้องการของชาวไทยมาแต่โบราณแล้ว เหล็กน้ำพี้เป็นเหล็กที่มีน้ำหนักที่มากกว่าเหล็กทั่วไป  เมื่อทำเป็นอาวุธจะมีความคม ความเหนียวเป็นพิเศษ ไม่เป็นสนิม ถูกยกให้เป็นเหล็กที่ดีที่สุดในประเทศไทย จนกระทั้งมีคำพูดที่กล่าวถึงมาแต่โบราณว่า ดาบชั้นดีต้องมีสีเขียวปีกแมลงทับ ซึ่งทำจากเหล็กน้ำพี้ จากสมัยโบราณเหล็กน้ำพี้ยังมีคุณไสย เป็นส่วนผสมในการสร้างพระเครื่องที่โด่งดังหลายรุ่น และยังเป็นที่หมายปองของทหารไทยในสมัยก่อนในการทำดาบ อาวุธคู่กายเช่น พระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ดาบนันทกาวุธของพระยาพิชัยดาบหัก ดาบล้างอาถรรพ์ของพระนารายณ์มหาราชเป็นต้น เหล็กน้ำพี้ ชื่อนี้มีตำนาน หรือในนิทานพื้นบ้านเรื่องขุนข้างขุนแผนยังเขียนบรรยายการทำดาบฟ้าฟื้นของขุนแผนที่มีส่วนผสมของเหล็กน้ำพี้อีกด้วย เหล็กน้ำพี้ เกิดขึ้นจากเหล็กที่ถูกสกัดมาจากบ่อพระแสงและบ่อพระขรรค์ บ่อพระแสงเป็นบ่อดินขนาดใหญ่ เป็นบ่อที่มีคุณภาพแร่ดีกว่าบ่ออื่นๆ จึงสงวนไว้สำหรับทำพระแสงดาบถวายสำหรับพระมหากษัตริย์เท่านั้นจึงมีชื่อว่าบ่อพระแสง และบ่อพระขรรค์เป็นบ่อดินขนาดย่อม บรรพบุรุษได้สงวนไว้สำหรับทำพระขรรค์ของพระมหากษัตริย์เท่านั้น จึงได้ชื่อว่าบ่อพระขรรค์ ตั้งอยู่ที่อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในทองแสนขันเลยก็ว่า ถัดไปมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านบ่อเหล็กน้ำพี้ ที่แสดงการทำดาบในสมัยก่อน และสิ้นค้าที่ทำจากชาวบ้านในพื้นที่น้ำพี้นี้ สมัยก่อนที่ทำดาบให้พระมหากษัตริย์ไทย จะมีใบให้ชาวน้ำพี้ขุดเหล็กน้ำพี้ขึ้นมา ทำให้ชาวบ้านน้ำพี้มีการขุดแร่เหล็กน้ำพี้มาทำดาบและเครื่องใช้เพื่อใช้ประกอบอาชีพทำมาหากิน บ่อเหล็กน้ำพี้มีทั้งบ่อเก่าและบ่อใหม่ บ่อเก่าจะอยู่ในป่าข้างหลังบ่อใหม่ที่มีการขุดขึ้นมาเมื่อประมาณ 60-70 ปีนี้  และยังมีศาลเจ้าพ่อบ่อเหล็กน้ำพี้ ที่เป็นที่เคารพและสักการะของชาวบ้านน้ำพี้และเขตพื้นที่ใกล้เคียง โดยชาวบ้านที่นับถือต่างเชื่อว่าเจ้าพ่อน้ำพี้เป็นผู้ค้นพบเหล็กน้ำพี้เป็นผู้แรก ในตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีพี่น้อง 2 คนเป็นเด็กกำพร้า พ่อได้มีเมียใหม่ และแม่เลี้ยงไม่ชอบลูกเลี้ยงทั้ง 2 คนจึงให้พ่อของเค้าไล่ออกจากบ้านมา เมื่อทั้ง 2 ออกจากบ้านก็ทำอาชีพปลูกผักเลี้ยงสัตว์ วันหนึ่งมีวัวหลุดออกมาจากคอกจึงได้เก็บหินมาขว้างไล่กลับคอก แต่หินทะลุหัววัวตายทันทีจึงสงสัยและเก็บหินที่ได้มาดูรู้ว่าเป็นเหล็กจึงตีเป็นมีดอีโต้ถวายให้เจ้าเมือง เจ้าเมืองเห็นจึงไม่รับเพราะตนมีอาวุธมากอยู่แล้ว พี่น้อง 2 คนน้อยใจจึงได้กดมีดที่ท้องพระโรงมาตามทาง ท้องพระโรงเป็นรอยขาด 2 ซีก เจ้าเมืองเห็นจึงให้ไปตามพี่น้อง 2 คนมาเพื่อขอมีดอีโต้ แต่พี่น้อง 2 คนนั้นทิ้งลงในบ่อน้ำไปแล้ว เจ้าเมืองจึงสั่งให้ดำลงไปงมหา ปรากฏว่าทหารที่ลงไปนั้นตายเพราะถูกมีดอีโต้บาด ทำให้บ่อน้ำนั้นมีชื่อว่า บ่อสามพัน ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ บ่อเหล็กน้ำพี้อีกด้วยRead More

อุทยานแห่งชาติ ต้นสักใหญ่ | ที่เที่ยวไปแล้วห้ามพลาดของจังหวัดอุตรดิตถ์

อุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่

อุทยานแห่งชาติ ต้นสักใหญ่ ชื่อเดิม อุทยานแห่งชาติคลองตรอน ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอน้ำปาด ในจังหวัดอุตรดิตถ์  เป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ อุทยานแห่งชาติ ต้นสักใหญ่ น้อยคนจะรู้จัก แต่ไปแล้วจะฟิน มีคลองขนาดใหญ่เป็นแหล่งล่อเลี้ยงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และสัตว์ทั้งหลายและมีพื้นที่ท่องเที่ยงทางธรรมชาติหลายแห่ง เช่น ต้นสักใหญ่ ซึ่งเป็นคำขวัญประจำจังหวัดอุตรดิตถ์อีกด้วย มีน้ำตกต่างๆที่อยู่บริเวณใกล้เคียงให้เข้าไปพักผ่อนเช่นน้ำตกห้วยเนียม น้ำตกกกมอนแก้ว และยังมีพื้นที่ถ้ำที่ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชมได้แก่ ถ้ำจัน ถ้ำเจดีย์ ถ้ำเสือดาว ถ้ำผาตั้ง และมียอดดอยที่คนในพื้นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อ ยอดดอยภูเมียง ยอดดอยที่สูงเป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย โดยอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ถูกได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2546 นับเป็นอุทยานแห่งชาติในอันดับที่ 103 ของประเทศไทยที่เคยมีมา ภายในอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่จะมีต้นสักใหญ่ เป็นต้นไม้สักที่โตและใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบัน ที่ยังยืนต้นอยู่สูงประมาณ 47 เมตร มีอายุไม่น้อยกว่า 1500 ปี บริเวณใกล้ๆยังมีต้นสักขนาดเล็ก ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกลิ่นอธรรมชาติของป่ารอบข้าง ในพื้นที่ยังมีพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้กางเต็นท์ มีห้องน้ำและห้องสุขาให้บริการแก่นักท่องเที่ยวและผู้ที่ผ่านไปเยี่ยมชม การเดินทางจากอำเภอเมือง  จังหวัดอุตรดิตถ์ ถึงเขื่อนสิริกิติ์แยกเข้าไปตรงทางหลวงที่ 1047 อีกประมาณ 9 กิโลเมตรก็จะถึงอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ นับเป็นการท่องเที่ยวที่ครบวงจรสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวในแบบวันเดียวหรือไม่มีเวลามากนัก ห่างออกไปอีกไม่ใกล้มากยังมีวนอุทยานถ้ำจัน ที่เป็นวนอุทยานขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่อำเภอทองแสนขัน ภายในเป็นวนอุทยานถ้ำหินปูนจำนวนมากโดยถ้ำที่ขนาดใหญ่ที่สุดชื่อว่าถ้ำจัน เป็นถ้ำที่มีลักษณะห้องโถงใหญ่และมีปากถ้ำกว้างที่สุดในจังหวัด สมัยก่อนเชื่อว่ามีกลุ่มบุคคลหนึ่งได้อพยพเข้ามาจากบ้านน้ำพี้ อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ครั้งหนึ่งมีเงี้ยวเข้ามาตีเมืองแพร่และชนะเมืองแพร่ได้ และได้เข้าไปจับตัวพระยาชัยบูรณ์ นำไปสำเร็จโทษ ต่อมาก็จะนำทัพไปตีเมืองพิชัย แต่ก่อนไปตีเมืองพิชัยจึงต้องตีเมืองรี้ก่อน เมืองรี้รู้ข่าวว่าทัพเงี้ยวจะเข้าตีจึงได้ทำการต่อสู้ทำให้ทัพเงี้ยวพลาดทัพแตกกลับไป พวกขุนนางเมืองรี้กลัวทัพเงี้ยวจะกลับมาตีใหม่จึงอพยพไปอยู่ที่ปากห้วยจันที่เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ต่อมาก็จึงมีประชาชนต่างแดนเข้ามาเรื่อยๆ และก็มีประชาชนได้ค้นพบถ้ำต่างๆมากมาย และมีต้นจันผาตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆจึงได้ชื่อว่า ถ้ำจัน นอกจากถ้ำจันแล้ว ยังมีถ้ำอีกหลายแห่งเช่น ถ้ำเสือดาว ถ้ำเต่าRead More

เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนดิน | เขื่อนของแม่ตั้งอยู่ในจังหวัดอุตรดิตถ์

เขื่อนสิริกิติ์

เขื่อนสิริกิติ์ หรือที่เรียกกันในท้องถิ่นว่า เขื่อนท่าปลา จัดเป็นเขื่อนดินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ทางตะวันออกเฉียงเหนือไปประมาณ 60 กิโลเมตร เดิมชื่อ เขื่อนผาซ่อม ภายหลังได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาขนานนามเขื่อนว่า เขื่อนสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2511 ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สำคัญของประเทศอีกแห่งหนึ่ง เขื่อนสิริกิติ์ หรือเรียกว่าเขื่อนแม่ สำหรับเขื่อนสิริกิติ์ นั้นมีความสำคัญในการเก็บกักน้ำที่ไหลจากอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ใกล้กันนั้นยังมีเขื่อนดินท่าปลา ที่อยู่ห่างออกไปเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งชุมชนหมู่บ้านการประมงท่าปลาอีกด้วย โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเขื่อนสิริกิติ์มีมากมายหลายแห่งเช่น  เรือนรองรับพิเศษเขื่อนสิริกิติ์ เป็นเรือนรับรองของพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จมาแปรพระราชฐาน ตั้งอยู่บริเวณจุดสูงสุดของเขื่อน เปิดให้นักท่องเที่ยวชมเฉพาะภายนอกได้เท่านั้น มีหมู่บ้านเรือ เป็นหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นโครงการหลวงที่ช่วยในเรื่องเกษตรด้านประมง มีสวนสุมาลัย ที่จัดขึ้นเพื่อทูลเกล้าถวายแด่ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ในวโรกาสที่พระองค์มีพรรษาครบรอบ 50 ปี พระธาตุกลางน้ำ ที่เป็นศิลปะท้องถิ่นตั้งเด่นอยู่บนเขาที่ล้อมรอบไปด้วยน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ เป็นโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์แห่งหนึ่งก็ว่าได้ ห่างออกไปมีสะพานแขวนเฉลิมพระเกียรติบรมราชินีนาถ เป็นสะพานแขวนที่ทอดกลางผ่านเขื่อนสิริกิติ์ที่สวยงามโดดเด่นอยู่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ข้ามฝั่งทั้ง 2 ข้างได้ มีอ่างเก็บน้ำสุริยัน-จันทรา  ที่มีเกาะแก่งสวยงามภายในเขื่อน มีบรรยากาศที่สวยงามเหมาะสำหรับถ่ายรูป และตลาดปากปาดที่อยู่บริเวณใกล้ๆให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อของฝากกัน สำหรับการเดินทางนั้นก็ขับรถยนต์ไปทางตะวันออก มุ่งหน้าสู่อำเภอท่าปลาจะพบแนวสันเขื่อนกั้นน้ำ มีบริการขึ้นแพเพื่อชมบรรยากาศเขื่อน เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบล่องแพ ไหลแพทั้งหลายจะได้บรรยากาศป่า ทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามรอบข้างด้วย มีการตกปลา ดูวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ท้องถิ่นในการดำรงชีวิตด้านทำเกษตรการประมง  ประชาชนนิยมไปช่วงหน้าหนาวจะมีบรรยากาศที่หนาวเย็นเหมือนสำหรับการพาครอบครัวไปพักผ่อน ใกล้ๆมีสนามกอล์ฟ อีกทั้งยังมีศูนย์จำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์จากเขื่อนสิริกิติ์ให้ประชาชนเลือกซื้อสิ่งของจาดเขื่อนสิริกิติ์ และอาหารพื้นเมืองให้อิ่มหนำสำราญอีกด้วย ถ้ายังไม่พอยังมีเขื่อนดินท่าปลาที่ห่างออกไปบริเวณใกล้ๆเขื่อนสิริกิติ์ มีทิวทัศน์ที่สวยงามมากเช่นกัน เป็นแหล่งเพราะพันธุ์สัตว์น้ำของคนในพื้นที่ ยังมีการท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศน์ในการอนุรักษ์ธรรมชาติที่สำคัญอีกด้วย

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว | ที่เที่ยวในฝันของจังหวัดอุตรดิตถ์

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ตั้งอยู่ที่บริเวณ อำเภอบ้านโคกในจังหวัดอุตรดิตถ์ มีอาณาเขตติดกับอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นป่าค่อนข้างสมบรูณ์ปกคลุมไปด้วยป่าธรรมชาติที่สวยงามอย่างยิ่ง เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ยอดสูงสุดของภูสอยดาวสูงจากระดับน้ำทะเล 2102 เมตร สูงเป็นอันดับ 5 ของประเทศไทยเลยทีเดียว เมื่อก่อนเดิมเป็นวนอุทยานภูสอยดาว ต่อมาได้มีการตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวขึ้นมา เป็นเทือกเขาที่ติดใกล้กับประเทศลาว ในช่วงหน้าหนาวจะมีอุณหภูมิต่ำสุดที่ประมาณ 13 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับท่องเที่ยวช่วงหน้าหนาวกับการไปกางเต้นยามเย็น ดูพระอาทิตย์ ในอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้รักการเดินป่ามากมายเช่น มีน้ำตกภูสอยดาว ใกล้กับที่ทำการอุทยานแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ก็มีน้ำตกภูสอยดาวที่น่าสนใจโดยน้ำตกมีทั้งหมด 5 ชั้นมีชื่อว่า ภูสอยดาว สกาวเดือน เหมือนฝัน กรรณิการ์ สุภาภรณ์ มีน้ำไหลตลอดปีให้ไปสัมผัสบรรยากาศ เล่นน้ำกันอีกด้วย ยังมีน้ำตกหลุมพบ น้ำตกสายทิพย์ ที่เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีทั้งหมด 7 ชั้น โดยล้อมรอบไปด้วยป่าไม้และมอสส์สีเขียวตามหินริมน้ำ  ยังมีทุ่งดอกไม้ในป่าสน ที่ในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายนของทุกปี จะมีดอกไม้ชูช่อแย่งกันออกดอกเป็นกลุ่มก้อนหนา เช่น ดอกหงอนนาค ดอกสร้อยสุวรรณา และดอกหญ้ารากหอม ส่วนในฤดูหนาวจะมีดอกกระดุมเงิน กล้วยไม้นานาพันธุ์ และต้นเมเปิลที่เปลี่ยนเป็นสีแดงสวยงามมาก เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบถ่ายรูปไปเยี่ยมชม แต่แนะนำว่าห้ามเด็ด รึถอนพวกพันธุ์ไม้ มีลานสนสามใบภูสอยดาว เป็นพื้นที่ของลานสนสามใบจะเป็นเนินสูงต่ำสลับกันไปมา การเดินทางไปลานสนสามใบนั้น จะต้องเดินทางเท้าจากน้ำตกภูสอยดาว ขึ้นสู่ยอดภูสอยดาวระยะทางประมาณ 6.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 4-6 ชั่วโมง หากใครไม่ต้องการแบกของขึ้นไป จะมีการบริการแบกของขึ้นไปให้อีกด้วย และอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวยังมีหลักเขตไทย ลาว เป็นหลักเขตที่แบ่งระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวอีกด้วย การเดินทางไปมี 2 เส้นทาง คือ การเดินทางจากจังหวัดพิษณุโลกเข้าอำเภอชาติตระการ ก็จะถึงน้ำตกภูสอยดาว รวมระยะทางประมาณ 188 กิโลเมตรRead More

ตำนานเมืองลับแล | ที่เที่ยวห้ามพลาดในจังหวัดอุตรดิตถ์

เมืองลับแล

ตำนานเมืองลับแล ดินแดนเขตห้ามพูดโกหกและเมืองแม่หม้าย ตามตำนานเล่าว่า เป็นเมืองที่มีการเดินทางไปมาไม่สะดวก เส้นทางคดเคี้ยว ทำให้คนที่ไม่ชำนาญเส้นทางหลงได้ง่าย เพราะพื้นที่ลับแลนั้นล้อมรอบไปด้วยภูเขาจนได้ชื่อว่าเมืองลับแล ซึ่งแปลว่า มองไม่เห็น มีเรื่องเล่าว่าคนมีบุญเท่านั้นจึงจะได้เข้าไปเมืองลับแลได้ และยังมีอีกตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งชายคนหนึ่ง เข่าไปในป่า ได้พบหญิงสาวหลายคนออกมา  ด้วยความสงสัยจึงเดินตามเข้าไป ยังตำนานเมืองลับแล ที่ทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง ตำนานเมืองลับแล – เมืองที่ห้ามพูดปด คนในเมืองนั้นล้วนมีแต่คนถือศีลธรรม ถือวาจา ใครทำผิดต้องออกจากหมู่บ้าน ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่รักษาวาจาจึงออกจากหมู่บ้านไปกันหมด วันหนึ่งชายคนนี้เกิดรักสาวเมืองลับแลจึงขอมาอยู่ด้วย แม่หญิงสาวก็ยินยอม แต่ให้ชายหนุ่มต้องอยู่ในศีลธรรม และรักษาวาจา ชายหญิงจึงได้แต่งงานกัน วันหนึ่งขณะที่ภรรยาไม่อยู่บ้านปล่อยให้ชายคนนี้เลี้ยงลูก เด็กเกิดร้องไห้จึงพยายามปลอบไม่ให้ร้อง จนนานเข้าก็ยังไม่หยุดร้อง จึงได้หลุดปากพูดไปว่า แม่มาแล้ว ทำให้เด็กหยุดร้อง แต่ลืมไปว่าตัวเองพูดโกหก จนทำให้ชาวบ้านที่ได้ยินจับชายคนนี้และไล่ออกจากหมู่บ้าน ผู้เป็นภรรยาเสียใจมากจึงชี้ทางบอกออกจากเมืองลับแล และด้วยความรักนางจึงหยิบขมิ้นใส่กระเป๋าไปให้จนเต็ม ด้วยระยะทางที่ไกล ชายคนนี้รู้สึกหนัก จึงได้ทยอยทิ้งขมิ้นออกจนเหลือเพียงหัวเดียว ครั้งเมืองถึงบ้านตนจึงหยิบขมิ้นขึ้นมาดูกลับพบว่าเป็นทอง จึงวิ่งกลับไปตามทางแต่ไม่พบขมิ้นที่ทิ้งไปอีกแล้ว แต่ความเป็นจริงแล้ว เมืองลับแลนั้นเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ ชุมชนโบราณมีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ความหมายของคำว่า ลับแล นั้น ตามข้อสันนิษฐานนั้น เดิมเป็นชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน หนีข้าศึกมาตั้งชุมชนบริเวณนี้   เนื่องจากมีป่ารก หลบซ่อนตัวได้ง่าย ภูมิประเทศอยู่ในหุบเขา คนต่างเมืองไม่รู้เส้นทางจะหลงทางง่าย อำเภอลับแลหรือเมืองลับแลนั้นนอกจากมีโบราณสถานแล้วยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าหัตกรรมพื้นเมืองล้านนาเช่น ผ้าตีนจก ไม้กวาด เป็นแหล่งเพาะปลูกลางสาด และทุเรียนหลง-หลินลับแล ซึ่งเป็นผลไม้ประจำจังหวัดอีกด้วย ชาวลับแลดั้งเดิม มีภาษาถิ่นสำเนียงสุโขทัยโบราณ เป็นชุมชนที่ใช้ภาษาถิ่นแบบสำเนียงสุโขทัยโบราณมาก่อนนับ 700 ปี ห่อนจะมีชาวไทยยวนเข้ามาในสมัยหลังทำให้เมืองลับแลนั้นมี 2 วัฒนธรรม คือ ชุมชนภาษาถิ่นแบบสำเนียงสุโขทัยโบราณ และชุมชนภาษาถิ่นล้านนา ที่มีภาษาพูด ภาษาเขียน การแต่งกาย อาหารการกิน เป็นแบบล้านนาRead More

วัดพระแท่นศิลาอาสน์ และ วัดบรมธาตุทุ่งยั้ง – ที่เที่ยวอุตรดิตถ์

วัดในอุตรดิตถ์

วัดพระแท่นศิลาอาสน์ เดิมชื่อวัดมหาธาตุ ตั้งอยู่ที่บ้านพระแท่น ตำบลทุ่งยั้ง ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปทางตะวันออกประมาณ 20 กิโลเมตร  ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้าง และสร้างเมื่อไหร่ พระแท่นศิลาอาสน์เป็นพุทธเจดีย์ เชื่อกันว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จมานั่งบนที่พระแท่นแห่งนี้ ตัวพระแท่นเป็นศิลาแลง มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีฐานพระแท่นประดับด้วยลายกลีบบัวโดยรอบ ประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ให้ความศรัทธาแก่พระแท่นศิลาอาสน์มาก จนทำให้จังหวัดใช้ พระแท่นศิลาอาสน์เป็นตราประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ ด้วยความศรัทธานี้จึงทำให้เกิด ประเพณีทำบุญบูชาพระแท่นศิลาอาสน์มาอย่างยาวนานชั่วหลายอายุคน วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ความเชื่อที่ได้ไหว้ พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อว่า การได้มาสักการบูชา วัดพระแท่นศิลาอาสน์  จะได้รับอานิสงส์สูงสุด ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงจังหวัดอุตรดิตถ์ จะพยายามเดินทางมาเพื่อที่จะสักการบูชาพระแท่นสิลาอาสน์สักครั้ง งานเทศกาลนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์นั้นเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือนสาม นั้นก็คือวันมาฆบูชา โดยจะมีเวลาการนมัสการกันถึง 8 วัน ภายในมีการสวดพระพุทธมนต์ และให้พรแก่ผู้ที่ไปสักการบูชาพระแท่นศิลาอาสน์ โดยรอบงานนั้นยังมีสิ้นค้าจากแม่บ้านภายในจังหวัดจัดแสดงและขายของเครื่องใช้ต่างๆ ให้ประชาชนผู้ที่ไปสักการบูชาพระแท่นนั้นได้ซื้อของเครื่องใช้กลับไปด้วยคล้ายๆงานวัดในต่างจังหวัดทั่วไป นอกจากพระแท่นแล้ววัดในอุตรดิตถ์ถัดไปยังมีวัดพระยืนพุทธบาท ซึ่งตั้งอยู่บนเนินยอดเขาลูกเดียวกันแต่คนละยอดให้ประชนได้ไปสักการะเช่นกัน  ปัจจุบันวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ได้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2549 ทำให้ประชนจากทุกแห่งได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและมาสักการบูชาพระแท่นศิลาอาสน์กันมากขึ้นด้วย ห่างออกมาอีกไม่ไกลมากนักจากวัดพระแท่นศิลาอาสน์นั้นได้มีวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งตั้งอยู่ โดยตั้งอยู่ที่กลางเทศบาลตำบลทุ่งยั้ง เป็นวัดโบราณประดิษฐานพระมหาธาตุประจำเมืองทุ่งยั้ง มาตั้งแต่สมัยก่อนสุโขทัย   วัดพระบรมธาตุนั้นมีประเพณีประจำปีที่สำคัญคือ ประเพณีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ทุกๆวันแรม 8 ค่ำเดือน 6 ของทุกปี โดยพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ถูกยกขึ้นให้เป็นศิลปะโบราณสถาน  โดยภายในวัดมีพระวิหารหลวง ที่ภายในพระวิหารหลวงนั้นมีภาพวาดตำนานเรื่องพระสังข์ทอง ซึ่งที่เกี่ยวโกงไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คือ เวียงเจ้าเงาะ และบ่อน้ำทิพย์ ที่อยู่ใกล้บริเวณวัดนั้น มีพระอุโบสถ เป็นศิลปะการก่อสร้างแบบสุโขทัย และหลวงพ่อพระประธานเฒ่า เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ปางมารวิชัย เป็นที่เคารพและศรัทธาเป็นอย่างมากของชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ หากใครชอบเข้าวัดทำบุญหรือศึกษาประวัตริศิลปะแบบสุโขทัยสามารถท่องเที่ยวชมวัด 2 แห่งนี้ได้ อีกทั้งยังมีสวนสาธณะหนองพระแลไว้พักผ่อนหย่อนใจใกล้ๆอีกด้วย

อนุสาวรีย์ พระยาพิชัยดาบหัก และบ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก

พระยาพิชัยดาบหัก

พระยาพิชัยดาบหัก ตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ ในอำเภอเมือง สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเกียรติในเรื่องความองอาจ  กล้าหาญ ความเสียสละและความจงรักภักดี จัดขึ้นโดยประชาชนในจังหวัดอุตรดิตถ์ได้เรียกร้องปรารถนาให้มีขึ้นนานแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ต่อมาได้มีพ่อค้า ประชาชน  ร่วมกันบริจาคเงินเป็นกองทุนก่อสร้าง โดยไม่มีงบประมาณแผ่นดินของทางหน่วยราชการมาเกี่ยวข้อง เป็นการเกิดจากกำลังศรัทธาของประชาชนในจังหวัดอุตรดิตถ์ ในวันที่ 7- 13 มกราคมของทุกปี จะมีการจัดงานเพื่อระลึกถึงวีรกรรมของท่าน ถือเป็นงานประจำปี ชื่องานว่า งานพระยาพิชัยดาบหักและงานกาชาด และในบริเวณข้างๆกันยังมี พิพิธภัณฑ์ดาบเหล็กน้ำพี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  และพิพิธภัณฑ์พระยาพิชัย ที่ภายในเก็บรวบรวมประวัติของพระยาพิชัยดาบหัก รวมทั้งยังมีแบบจำลองในสนามรบ และวิถีชีวิตผู้คนในเมืองอุตรดิตถ์สมัยอยุธยาตอนปลาย รวมทั้งเครื่องมือ เครื่องใช้ในสมัยโบราณ ครั้งหนึ่งเคยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ในจังหวัดอุตรดิตถ์ ทำให้อนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหักเสียหาย จนภายหลังมีการซ่อมบำรุงใหม่ แล้วมีเหตุให้ช่างซ่อมบำรุงใส่ดาบหักสลับข้างจากเดมที่ดาบหักอยู่ทางขวามือถูกสลับไปอยู่ทางซ้าย และอยู่อย่างนั้นเป็นต้นมา อนุสาวรีย์ พระยาพิชัยดาบหัก ในปัจจุบัน จนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีการสลับดาบให้ถูกต้องด้วยการยึดตามอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก ที่อำเภอพิชัย บริเวณวงเวียนในตัวเมืองพิชัย ในเมืองพิชัยยังมีอนุสรณ์สถานบ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งด้วย โดยตั้งอยู่ที่บ้านห้วยคา ห่างจากตัวเมืองพิชัยไปประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นสถานที่เชื่อว่าเป็นบ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก มีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญให้เที่ยวชมคือ อนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหักในรูปท่านั่ง พระปรางค์ เรือนพระยาพิชัยดาบหัก ยังมีพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก โดยภายในจัดแสดงชุด เสื้อผ้าจำลอง ประวัติความเป็นมาของพระยาพิชัยดาบหัก ให้นักเรียน และประชาชนได้ศึกษาเกียรติประวัติของท่าน  นอกจากนี้ยังมีวัดมหาธาตุที่เป็นที่ศึกษาของพระยาพิชัยสมัยวัยเยาว์อยู่ใกล้ๆอีกด้วย และเมื่อออกจากตัวเมืองพิชัยไปทางทิศเหนือประมาณ 3-5 กิโลเมตร จะพบกำแพงเมืองพิชัยเก่า โดยรอบให้ชมได้ ออกนอกตัวเมืองมาอีกจะมีวัดขวางชัยภูมิ ซึ่งเป็นบริเวณที่เชื่อว่าเป็นสนามรบใกล้เมืองพิชัย มีการพบโครงกระดูกบริเวณนั้น และยังเชื่อว่าเป็นวัดที่พระยาพิชัยดาบหักได้ออกมารบจนดาบหัก ตามสมญานามของท่านเป็นต้นมา และในทุกๆวันที่ 5-9 เมษายนของทุกปีจะมีการจัดงานบ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก ในงานจะมีการแสดงรำดาบ รำมวย สินค้าโอท๊อปจากหมู่บ้านต่างๆให้ซื้อและชมภายในงานด้วย  นับเป็นสถานที่น่าท่องเที่ยวอย่างหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์

สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดอุตรดิตถ์

จังหวัดอุตรดิตถ์

จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือตอนล่าง มี 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอตรอน  อำเภอท่าปลา อำเภอฟากท่า อำเภอพิชัย อำเภอลับแล อำเภอทองแสนขัน อำเภอน้ำปาด อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ท่องเที่ยว ทิศเหนือติดกับจังหวัดแพร่และน่าน ทิศตะวันออกติดกับประเทศลาว ทิศใต้ติดกับจังหวัดพิษณุโลก และทิศตะวันตกติดกับสุโขทัยอุตรดิตถ์มีต้นมายจำนวนมาก ต้นสัก มีความสำคัญกับจังหวัดเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดแต่ยังเป็นไม้ส่งออกอีกด้วย จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นจังหวัดที่คนในประเทศไม่ค่อยรู้จักมากนักเพราะแต่เดิมนั้นมีชื่อเมืองว่า บ้านโพธิ์ท่าอิฐ เป็นหัวเมืองสำคัญมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ที่ใช้ในการคมนาคมขนส่งสิ้นค้ามาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5 พระราชทานนามเมืองนี้ใหม่ว่า อุตรดิฐ แปลว่า ท่าน้ำแห่งทิศเหนือ คำนี้ต่อมาเขียนเป็นอุตรดิตถ์ที่ใช้ในปัจจุบันเป็นต้นมา เมื่อก่อนนั้นเป็นแขวงหนึ่งของเมืองพิชัย ต่อมาการติดต่อราชการสะดวกกว่าเมืองพิชัย จึงได้ย้ายเมืองพิชัยมาที่บริเวณท่าอิด ส่วนเมืองพิชัยเดิมเรียกว่าเมืองพิชัยเก่า ปัจจุบันอุตรดิตถ์นั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่ชวนให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสมากมายไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน น้ำตก แก่งตามธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์ วัดโบราณ เมืองโบราณ ยอดดอยและถ้ำมากมาย  อีกทั้งยังมีเขื่อน พระอารามหลวง เทศการประจำปี ขนบธรรมเนียมมากมาย งานเทศการหรืองานประจำปีในจังหวัดมีมากมาย เช่น อำเภอลับแลมีเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล งานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ งานเทศการพระยาพิชัยดาบหัก งานเทศกาลลางสาด ลองกองหวาน  งานประเพณีไหลแพไฟที่อำเภอตรอนเป็นต้น  เนื่องจากจังหวัดอุตรดิตถ์ติดกับลาวทำให้คนจังหวัดนี้มีหลายภาษาในการสื่อสาร มีประเพณีท้องถิ่นที่ต่างกันเป็นอย่างมาก ประชากรในจังหวัดแต่เดิมที คือชนพื้นถิ่นไทยสยามและไทยยวน ต่อมาที่เที่ยวอุตรดิตถ์เป็นที่ตั้งทางผ่านสำคัญทำให้มีการเคลื่อนย้ายผู้คนมาจากที่ต่างๆ มากขึ้น เป็น ชาวไทยสยาม ชาวไทยเชื้อสายลาว ชาวไทยล้านนา และชาวไทยเชื้อสายจีน ส่วนใหญ่ประชากรจะมีรายได้จากพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเช่น ทุเรียน  เงาะ มังคุด สับปะรด ลำไย และลางสาดมีการปลูกมากที่สุดในประเทศ  มีอุตสาหกรรมในครัวเรือนหลายอย่างเช่น การทำไม้กวาดตองกง การทอผ้าRead More